การชุมนุมหลังมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในของท้องที่กรุงเทพมหานคร และการปล่อยตัวผู้ชุมนุม

สถานการณ์การชุมนุมระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม - 7 พฤศจิกายน 2563
@gun_sangtong

# รายงานสถานการณ์ระหว่าง 22 ตุลาคม –7 พฤศจิกายน 2563: การชุมนุมหลังมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และการปล่อยตัวผู้ชุมนุม

หลังจากมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งความพยายามหาทางออกของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการขอให้รัฐสภาเปิดการประชุมสมัยวิสามัญระหว่างวันที่ 26-27 ตุลาคม 2563 เพื่อรับฟังข้อเสนอจากรัฐสภา แต่การกระทำดังกล่าวก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์การชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนบางเบาลง เนื่องจากข้อเรียกร้องทั้งสามข้อของพวกเขาที่ได้เสนอไปยังไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลแม้แต่ข้อเดียว อีกทั้งแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงถูกจับกุม คุมขังและถูกดำเนินคดีอยู่เป็นระยะ โดยการชุมนุมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวันและกระจายไปทั่วพื้นที่ประเทศไทย ส่วนใหญ่การชุมนุมดำเนินไปอย่างไร้แกนนำ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม – 7 พฤศจิกายน 2563 มีการชุมนุมเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างน้อย 22 ครั้ง และต่างจังหวัดอย่างน้อย 50 ครั้ง

@gun_sangtong

# ข้อเรียกร้อง: ยืนยันสามข้อเรียกร้อง และให้ปล่อยตัวแกนนำ

การชุมนุมทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในช่วงวันที่ 22 ตุลาคม - 7 พฤศจิกายน ยังคงยืนยันถึงข้อเรียกร้องสามข้อหลัก คือ 1. พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรีต้องออกจากทีมบริหาร 2. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ปราศจากการแทรกแซงจากชนชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นนายพลหรือกษัตริย์ และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้กลับมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ โดยในข้อเรียกร้องที่สามที่ให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ได้นำไปสู่กิจกรรมสำคัญสองครั้งใหญ่ คือ กิจกรรมวันที่ 26 ตุลาคม 2563 กิจกรรมการเดินขบวนชุมนุมไปยังหน้าสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนี ประจำประเทศไทยเพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพระมหากษัตริย์ไทยว่ามีการใช้อำนาจอธิปไตยในแผ่นดินเยอรมนีหรือไม่

ในขณะเดียวกันนั้น อีกด้านหนึ่งของกลุ่มซึ่งนำโดยนิติธร ล้ำเหลือ อดีตทนายความของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่ม กปปส. ได้ยื่นหนังสือขอให้รัฐบาลเยอรมันรับฟังและพิจารณาข้อมูลจากทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนได้ทำให้เหตุการณ์บานปลายหรือเกิดความเสียหายต่อประเทศไทย และในวันที่ 30 – 31 ตุลาคม 2563 มีการจัดกิจกรรมเชิญชวน ไม่เข้ารับ พระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการเชิญชวนของนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัย

@gun_sangtong

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยผู้ชุมนุมทุกคนที่ถูกจับกุม เช่น กิจกรรม #นอนแคมป์ไม่นอนคุก กิจกรรม #นักสู้ไม่ใช่นักโทษ ซึ่งมีนักศึกษาและประชาชนร่วม 300 - 400 คน มารวมตัวหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือการทำกิจกรรมริมถนนหน้ารั้วศาลอาญา รัชดาของกลุ่ม “ดีจังยังทีม” เพื่อนของสุรนาถ แป้นประเสริฐ (หรือที่เรียกกันว่า ตัน) ผู้ที่ถูกคุมขังฐานประทุษร้ายพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.110 ทั้งนี้ระหว่างที่การชุมนุมเกิดขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมตัวก็ทยอยได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ โดยวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 ราชทัณฑ์ได้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมชุดสุดท้ายจำนวน 4 คน

ทั้งนี้ยังมีข้อเรียกร้องอื่นๆ ที่ถูกนำมาพูดในการชุมนุม เช่น การชุมนุมวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ฝั่งตรงข้ามตึกสำนักข่าวเนชั่น ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยตรวจสอบเนื้อหาข่าวของเนชั่น และวันเดียวกัน กลุ่มคณะจุฬาฯ จัดการชุมนุม #รัฐร้าวเราไม่ลืม ที่สกายวอล์กปทุมวันเพื่อสะท้อนความรุนแรงของรัฐที่มีต่อประชาชนตั้งแต่อดีต เช่น เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่อำเภอตากใบ เหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงช่วงพฤษภา 53 และเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มราษฎรเมื่อ 16 ตุลาคม 2563 บริเวณสี่แยกปทุมวัน

@gun_sangtong

# ลักษณะการคุกคามและปิดกั้นผู้ชุมนุม

  • ห้ามวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์

แม้การชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วประเทศจะเห็นด้วยในข้อเรียกร้อง 3 ข้อ รวมถึงข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ในบางพื้นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการห้ามไม่ให้ผู้ชุมนุมปราศรัยหรือแสดงออกใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น วันที่ 24 ตุลาคม 2563 จังหวัดอุดรธานี กลุ่มคณะราษฎรอุดรธานีจัดกิจกรรมฌาปนกิจศพพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยก่อนหน้าวันชุมนุมจริง ผู้จัดกิจกรรมได้แจ้งการชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเจ้าหน้าที่อนุญาตให้จัดชุมนุมได้แต่ห้ามพูดถึง รวมทั้งห้ามมีป้ายที่มีข้อความเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หากทำตามข้อตกลง ตำรวจจะอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ และในวันชุมนุมจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ผู้จัดกิจกรรมเซ็นต์เอกสารเกี่ยวกับการชุมนุมเพิ่มเติม โดยมีใจความว่า "ผู้จัดการชุมนุมและผู้เข้าร่วมการชุมนุมจะไม่กล่าวพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์และไม่ก้าวล่วงหรือจาบจ้วงสถาบันฯ และต้องไม่มีป้ายหรือธงในลักษณะเดียวกัน"

  • เจ้าหน้าที่ตามถ่ายรูปถ่ายวิดีโอ

การชุมนุมของนักเรียน นิสิตและนักศึกษามักถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคุกคามด้วยการตามถ่ายภาพ บันทึกวิดีโอในขณะที่พวกเขาทำกิจกรรม ทำให้เกิดความกลัวจนผู้ชุมนุมไม่กล้าแสดงออกและบางส่วนไม่กล้าที่จะเข้าร่วมกิจกรรม เช่น วันที่ 27 ตุลาคม 2563 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร นักศึกษาได้จัดการชุมนุมโดยมีคนเข้าร่วมราว 30 คน และมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอย่างน้อย 3 นาย อยู่ในพื้นที่กิจกรรมคอยถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอเหตุการณ์ทั้งหมด หรือในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 “คณะราษฎรชัยนาท” ได้นัดหมายจัดกิจกรรม #เราคือราษฎร บริเวณลานหน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท เพื่อให้ผู้รักในประชาธิปไตยมาร่วมถ่ายรูปกับป้ายไวนิลหมุดคณะราษฎร 2563 แต่เมื่อถึงเวลาจัดกิจกรรมพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐจากหลายหน่วยงาน ไม่ต่ำกว่า 50 นาย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบประมาณ 10 นาย ได้เข้ามาติดตามและเฝ้ามองผู้เข้าร่วมในพื้นที่ทำกิจกรรม เมื่อผู้จัดได้เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมมาถ่ายรูปกับป้ายก็มีกลุ่มเจ้าหน้าที่จำนวนมากเข้ามาล้อม เพื่อถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอ ทำให้นักเรียนนักศึกษาไม่กล้าเข้าร่วม ทำให้กิจกรรมต้องยุติไปโดยใช้เวลาเพียง 15 นาที

@gun_sangtong

  • กดดันให้ย้ายสถานที่

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย นักเรียนมัธยมปลายจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอ ได้นัดหมายจัดกิจกรรม #เวียงป่าเป้าบ่เอาเผด็จการ ในบริเวณตลาดสดแม่ขะจาน โดยก่อนหน้านี้ผู้จัดได้พูดคุยกับผู้ดูแลตลาดสด และได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่ในการทำกิจกรรมแล้ว แต่ในวันจัดกิจกรรมจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงการลงบันทึกประจำวันจากเจ้าของตลาดว่าไม่ให้จัดกิจกรรม นักเรียนจึงต้องย้ายสถานที่จัดกิจกรรมไปใช้ลานฌาปนสถานของตำบลแม่เจดีย์ซึ่งเป็นป่าช้าของชุมชนแทน ในการชุมนุมมีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบพยายามเข้าสอบถามชื่อ สกุลของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งนี้ก่อนหน้าวันชุมนุม นักเรียนจำนวนหนึ่งที่จะเข้าร่วมกิจกรรม ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปที่บ้านและที่ทำงานของผู้ปกครอง จนทำให้นักเรียนถูกผู้ปกครองสั่งห้ามไม่ให้ไปร่วมกิจกรรม

  • ติดตามนักกิจกรรมอีสานก่อนการเสด็จพระราชดําเนินของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 27 ตุลาคม 2563 ส่งผลให้นักเรียน นักศึกษาและนักกิจกรรม ที่เคยจัดกิจกรรมชุมนุมในจังหวัดอุบลราชธานี และอำนาจเจริญถูกเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ไม่ทราบสังกัด ติดตามหาตัว สอบถาม ห้ามทำกิจกรรม กระทั่งมีการควบคุมตัวในช่วงเวลา 2-3 วัน ก่อนการเสด็จฯ โดยส่วนใหญ่เจ้าหน้าใช้วิธีไปหาถึงบ้านและสอบถามว่าในวันดังกล่าวจะมีการจัดกิจกรรมชุมนุมหรือไม่ ในกรณีของฉัตรชัย แก้วคำปอด กลุ่มคณะอุบลปลดแอก เขาได้เดินทางเพื่อจะไปรับเสด็จฯ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ 5 นาย พาไปนั่งทานกาแฟและเฝ้าเขาไม่ให้ไปไหนเป็นเวลากว่าเกือบ 6 ชั่วโมง จนพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จกลับ

  • ตรวจเข้มบัตรประชาชนวันพระราชทานปริญญาบัตร

งานพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 30 - 31 ตุลาคม 2563 โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เอง ท่ามกลางความร้อนแรงทางการเมืองซึ่งหนึ่งในข้อเรียกร้องระบุถึงการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ มีกระแสการรณรงค์ไม่เข้ารับปริญญาฯ รวมทั้งการประกาศท้าทายฝ่ายความมั่นคงว่าจะมี ‘บิ๊กเซอร์ไพรส์’ ภายในงาน ทำให้การรักษาความปลอดภัยเข้มงวดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์มีเจ้าหน้าทั้งในและนอกเครื่องแบบ โดยเฉพาะนอกเครื่องแบบ ซึ่งมาจากหลายหน่วยงานกระจายตัวอยู่จำนวนมากภายในมหาวิทยาลัยและบริเวณโดยรอบ รวมถึงมีเรือตรวจการณ์ในแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวนหลายลำ

การเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยฯ จะต้องผ่านจุดตรวจซึ่งอยู่ตรงประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยในทุกทางเข้า มีการตรวจบัตรประจำตัวประชาชน ณ จุดตรวจอย่างเข้มงวด โดยต้องนำบัตรสอดเข้าเครื่องสแกนของเจ้าหน้าที่ หากข้อมูลปรากฏบนหน้าจอมือถือของเจ้าหน้าที่เป็น ‘สีแดง’ คนนั้นจะถูกแยกไปอีกจุด มีการถ่ายภาพหน้าตรงของบุคคลดังกล่าวก่อนจะได้รับสติ๊กเกอร์แล้วผ่านเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยได้ ทั้งนี้บุคคลที่มีการแจ้งเตือนสีแดง เช่น จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ (อั๋ว) ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ (เป๋า) รวมถึงอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนหนึ่ง คาดว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นบุคคลที่เรียกร้องประชาธิปไตยหรือเสรีภาพต่างๆ เช่น เสรีภาพในการแสดงออกและเสสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ

  • ผู้ชุมนุมยังคงถูกดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินดคีกับผู้ชุมนุมยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในช่วงระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม – 7 พฤศจิกายน 2563 มีผู้ถูกดำเนินดคีอย่างน้อย 15 คน โดยมาจากการชุมนุมที่จังหวัดอุบลราชธานี 1 คน จากการชุมนุมที่เชียงใหม่ 7 คน และจากการชุมนุมที่กรุงเทพมหานคร (สถานฑูตเยอรมนี) 7 คน โดยผู้ชุมนุมทั้งหมดถูกดำเนินคดีคล้ายกันคือ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 แต่ในกรณีของวิศรุต สวัสดิ์วร นักกิจกรรมคณะอุบลปลดแอก เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมคือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 เนื่องจากมีการถ่ายทอดภาพและเสียงคำปราศรัยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทางเฟซบุ๊กเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับฟัง

กรณีของผู้ชุมนุมทั้ง 7 คน ที่จังหวัดเชียงใหม่ ถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9(2) และมาตรา 18 พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ไม่แจ้งการชุมนุมตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง จากการชุมนุม #เชียงใหม่จะไม่ทน (opens new window) ที่ประตูท่าแพ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2563

# การชุมนุมของกลุ่มคนรักสถาบันพระมหากษัตริย์

การชุมนุมเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยเช่นเดียวกัน คนกลุ่มนี้แสดงพลังด้วยการใส่ “เสื้อสีเหลือง” แม้โดยส่วนใหญ่การชุมนุมจะเป็นการแสดงออกโดยสงบ แต่มีบางกลุ่มแสดงออกชัดเจนถึงการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 การชุมนุมที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง กลุ่มอาชีวะช่วยชาติและกลุ่มศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงจำนวนหนึ่งได้นัดชุมนุมในพื้นที่ใกล้เคียงกันกับกลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย จนเกิดเหตุปะทะกันเมื่อผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองประมาณ 80 คน พยายามใช้กำลังผลักรั้วเหล็กฝ่าด่านตำรวจเข้าไปหากลุ่มผู้ชุมนุมอีกฝ่ายจนมีผู้ได้รับผู้บาดเจ็บ ทั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่าแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองบางคนมีความใกล้ชิดกับบุคคลในรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมอีกหลายครั้งที่ผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองได้จัดกิจกรรมในพื้นที่เดียวกับผู้ชุมนุมที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น การชุมนุมหน้าสถานฑูตเยอรมนี

@gun_sangtong