12/21/2020, 1:37:41 PM

ข้อเสนอจากการชุมนุมที่หลากหลาย และการใช้ความรุนแรงที่มากขึ้นจากเจ้าหน้าที่รัฐ

สถานการณ์การชุมนุมระหว่างวันที่ 8 - 21 พฤศจิกายน 2563
@gun_sangtong

# รายงานสถานการณ์ชุมนุมระหว่างวันที่ 8 – 21 พฤศจิกายน 2563 : ข้อเสนอจากการชุมนุมที่หลากหลายมากขึ้น ขณะที่รัฐใช้ความรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน

การชุมนุมระหว่างวันที่ 8 – 21 พฤศจิกายน 2563 มีการชุมนุมทั่วประเทศอย่างน้อย 43 ครั้ง เป็นการชุมนุมในกรุงเทพฯ อย่างน้อย 12 ครั้ง และต่างจังหวัดอย่างน้อย 26 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อเหลืองอีกอย่างน้อย 7 ครั้ง จากสถิติดังกล่าวพบว่า การชุมนุมในช่วงสองสัปดาห์นี้จำนวนการชุมนุมลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับสองสัปดาห์ก่อนหน้าที่มีการชุมนุมทั่วประเทศรวมกันอย่างน้อย 77 ครั้ง

สำหรับเหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลานี้คือ วันที่ 17 – 18 พฤศจิกายน ที่มีการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจำนวน 7 ฉบับ ซึ่งมีร่างที่ถูกนำเสนอโดยภาคประชาชนร่วมอยู่ด้วย ทำให้ประชาชนกลุ่มคณะราษฎรนัดชุมนุมบริเวณด้านหน้ารัฐสภา (เกียกกาย) เพื่อกดดันสมาชิกรัฐสภาให้ลงมติรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ขณะเดียวกันก็มีประชาชนกลุ่มเสื้อเหลืองที่ไม่เห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทำการนัดชุมนุมในวันและสถานที่เดียวกัน จนเกิดการปะทะกันระหว่างสองกลุ่ม

@Amnesty

นอกจากนี้ในระหว่างที่รัฐสภากำลังอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎรด้วยการฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมีใส่ผู้ชุมนุม ส่งผลให้มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บจำนวนมาก จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมนี้เองได้สร้างความคับแค้นให้กับผู้ชุมนุม จนนำมาสู่การยกระดับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์โดยมีข้อความวิพากษ์วิจารณ์และเสียดสีพระมหากษัตริย์ที่ตรงไปตรงมามากขึ้น จนทำให้วันทึ่ 19 พฤศจิกายน 2563 มีการปล่อยแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี โดยมีใจความสำคัญว่า “รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติหน้าที่โดยจะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่ ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมที่กระทำผิด ฝ่าฝืนกฎหมาย เพิกเฉยต่อการเคารพสิทธิเสรีของบุคคลอื่น จะดำเนินคดีต่างๆ ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่สอดคล้องกับหลักสากล” แถลงการณ์ดังกล่าวมีความหมายอีกด้านคือ การประกาศว่ารัฐบาลจะใช้ข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กับประชาชน หลังจากที่ไม่ได้ถูกใช้มาตั้งแต่มีการเปลี่ยนรัชสมัย

# ข้อเรียกร้องที่หลากหลายมากขึ้น แต่ยืนยันข้อเสนอหลักไม่ลดเพดานลง

การชุมนุมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในช่วงวันที่ 8 – 21 พฤศจิกายน อย่างน้อย 38 ครั้งที่ข้อเสนอมีความหลากหลายมากขึ้น แต่ยังคงยืนยันในสามข้อเรียกร้องหลักของคณะราษฎร คือ 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2.การขับไล่พลเอกประยุทธ์ และ 3.การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะเดียวกันการชุมนุมอย่างน้อย 7 ครั้งของกลุ่มคนเสื้อเหลืองคือการออกมาคัดค้านการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ประเด็นใหม่ๆ ในการเรียกร้องเกิดขึ้นตามสถานการณ์การเมืองในช่วงเวลานั้น เช่น การใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมคณะราษฎร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน หน้ารัฐสภา (เกียกกาย) สร้างความไม่พอใจต่อผู้ชุมนุม ส่งผลให้เกิดการชุมนุมในพื้นที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่จังหวัดเชียงใหม่มีผู้ชุมนุมไม่ต่ำกว่า 100 คน เดินขบวนไปยังสภาตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่เพื่อแจ้งความตำรวจ ข้อหา "ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” จากกรณีการฉีดน้ำแรงดันสูง การใช้แก๊สน้ำตา และใช้กระสุนยางต่อผู้ชุมนุมบริเวณแยกเกียกกายจนได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย ที่จังหวัดเพชรบุรีผู้ชุมนุมทำพิธีสาปแช่งเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้สั่งการและผู้อยู่เบื้องหลังการใช้ความรุนแรงกับประชาชน รวมทั้งที่กรุงเทพมหานครที่มีประชาชนกว่า 30,000 คน มาชุมนุมกันที่บริเวณแยกราชประสงค์

นอกจากนี้การชุมนุมหลายครั้งยังพบข้อเรียกหรือการรณรงค์ในประเด็นอื่นๆ เช่น วันที่ 12 พฤศจิกายน ที่จังหวัดมหาสารคาม ภาคีนักเรียนมหาสารคาม และเครือข่ายแนวร่วมนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดชุมนุมประกาศจุดยืน “ไม่ยอมรับคณะกรรมการปรองดอง-สมานฉันท์” ที่รัฐบาลตั้งขึ้น ในวันเดียวกันที่สกายวอล์ค อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กลุ่มคณะราษฎรบอมบ์ นัดทำกิจกรรม “อยากเห็นท้องถิ่นดีขึ้นยังไง” โดยให้ประชาชนเขียนโพสต์อิทแสดงความคิดเห็น วันที่ 14 พฤศจิกายน กลุ่มนักเรียนเลวได้จัดชุมนุมเพื่อ “ประท้วงและขับไล่ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” เนื่องจากการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และในวันเดียวกันมีหลายกลุ่มกิจกรรมจัดงาน Mob Fest บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อ “เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” โดยในงานมีการพูดถึงประเด็นทางการเมืองและสิทธิต่างๆ หรือในวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการเดินขบวนรณรงค์เพื่อ “สะท้อนปัญหาที่ดินป่าไม้ไทย” เนื่องในวาระครบรอบ 46 ปี การก่อตั้งสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย พร้อมมีการประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนให้ประเทศไทยมีการกระจายอำนาจการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม

# การคุกคาม: ความรุนแรงเกินกว่าเหตุจากการสลายชุมนุม

  • ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

การชุมนุมที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 21 พฤศจิกายน มีการชุมนุมสองครั้งที่มีผู้ชุมนุมได้รับการบาดเจ็บ ครั้งแรกในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 กลุ่มคณะราษฎรนัดชุมนุมเพื่อส่งจดหมายถึงพระมหากษัตริย์ โดยเวลาประมาณ 18.00 น. บริเวณหน้าศาลฎีกาผู้ชุมนุมพยายามเลื่อนรถเมล์ฝ่าแนวกั้นตำรวจเพื่อไปยังพระบรมมหาราชวัง แต่ก็เกิดเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อมีการฉีดน้ำประมาณ 1 - 2 นาที ประชาชนบางส่วนหลบเข้าไปในสนามหลวงจนสถานการณ์เกิดความตึงเครียด ขณะที่ประชาชนบางส่วนที่รู้สึกโกรธก็ขว้างปาสิ่งของ เช่น ขวดน้ำ เข้าใส่แนวของเจ้าหน้าที่ การ์ดของผู้ชุมนุมพยายามขอความร่วมมือให้ผู้ชุมนุมหยุดขว้าง และพยายามควบคุมสถานการณ์โดยตั้งแนวกั้นและขอให้ผู้ชุมนุมถอยออกไปจากแนวของตำรวจเพื่อลดความเสี่ยงในการปะทะ หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที สถานการณ์ก็เริ่มกลับเข้าสู่ความสงบ โดยทีมการ์ดขอให้ผู้ชุมนุมนั่งลงบนพื้นสนามหลวง และตำรวจประกาศว่าจะไม่ฉีดน้ำอีก ทั้งนี้ ผู้สังเกตการณ์จากไอลอว์รายงานว่า มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บระหว่างเหตุชุลมุน 6 คน ในจำนวนนั้นมีผู้ชุมนุม 4 คน และการ์ด 2 คน ซึ่งได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการถูกฉีดน้ำ แต่ยังไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บถึงขนาดต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล

ครั้งที่สองในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งตรงกับวันที่รัฐสภามีนัดพิจารณาเพื่อลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด 7 ร่าง รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญที่ภาคประชาชนรวบรวมรายชื่อมากกว่าหนึ่งแสนรายชื่อ กลุ่มคณะราษฎรนัดรวมตัวกันบริเวณด้านหน้ารัฐสภา แต่ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้เนื่องจากถูกปิดกั้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ชุมนุมพยายามฝ่าแนวกั้นเข้าไปด้วยการรื้อลวดหนามที่เจ้าหน้าที่นำมาวางกั้นไว้ จนถึงเวลาประมาณ 14.00 น. สถานการณ์เริ่มตึงเครียด ตำรวจเริ่มฉีดน้ำสลายการชุมนุม มีการผสมแก๊ซน้ำตาลงไปในน้ำและยิงใส่ผู้ชุมนุม ตำรวจมีการฉีดน้ำและยิงแก๊ซน้ำตารวมกันเป็นเวลาประมาณ 5 ชั่วโมง วชิรพยาบาล รายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมจำนวนทั้งสิ้น 18 คน เป็นชาย 12 คน หญิง 6 คน ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการใช้แก๊สน้ำตา มีแผลตามร่างกายจากการโดนลวดหนามบาด ถูกฉีดน้ำ และมีผู้ชุมนุมศีรษะแตก 1 คน โดยผู้บาดเจ็บบางส่วนเดินทางกลับบ้านแล้ว นอกจากนี้ยังมีที่ผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์การปะทะระหว่างกลุ่มคณะราษฎรและมวลชนเสื้อเหลืองอีก รวมทั้งสิ้น 28 ราย

  • ผู้ชุมนุมยังคงถูกดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมทั่วประเทศยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 8 – 21 พฤศจิกายน มีผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมจำนวน 24 คน ส่วนใหญ่ถูกต้องข้อหาเกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนข้อห้ามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงจำนวน 13 คน และ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ จำนวน 12 คน ผู้ที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่เป็นแกนนำที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เช่น พริษฐ์ ชิวารักษ์ อานนท์ นำภา อรรถพล บัวพัฒน์ ธัชพงศ์ แกดำ และ สุวรรณา ตาลเหล็ก เป็นต้น ขณะเดียวกันก็มีผู้ชุมนุมในต่างจังหวัดที่ถูกดำเนินคดี เช่น จังหวัดเชียงใหม่ พึ่งบุญ ใจเย็น ถูกดำเนินคดีฐาน “ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน” จากเหตุตะโกนสบถด่าตำรวจในระหว่างการชุมนุม หรือ จังหวัดเชียงราย เจ้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่งผู้ไปช่วยเป็นผู้ดำเนินรายการในการชุมนุมของนักเรียน #เวียงป่าเป้าบ่เอาเผด็จการ ได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ แม้จะไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มจัดกิจกรรม นอกจากนี้พบว่ามีเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ถูกดำเนินคดีจากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง 2 ราย

  • ติดตาม/เยี่ยมบ้านผู้ชุมนุม

การติดตามหรือการเยื่ยมบ้านโดยเฉพาะแกนนำผู้ชุมนุมยังคงมีอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จวางศิลาฤกษ์และเปิดอาคารทำการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี ทำให้นักเรียน นักศึกษา และนักกิจกรรมที่เคยเข้าร่วมชุมนุมอย่างน้อย 11 คน ในพื้นที่ถูกติดตามจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งการโทรฯหาส่วนตัว ไปเยี่ยมบ้าน หรือไปหาที่โรงเรียน นอกจากนี้การชุมนุมในพื้นที่ต่างๆ เช่น จังหวัดเชียงรายจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดบุรีรัมย์ แกนนำผู้ชุมนุมก็ถูกติดตามไปเยี่ยมบ้านรวมทั้งถูกห้ามปรามข่มขู่ไม่ให้ไปร่วมชุมนุม จนผู้ชุมนุมบางคนไม่กล้ากลับบ้าน

@gun_sangtong