รายงาน

รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมสาธารณะในประเทศไทย

ประมวลสถานการณ์การชุมนุม เดือนมีนาคม 2564

Mob Data Thailand พบว่าการชุมนุมในเดือนมีนาคม ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมาก ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่ามีมากถึง 581 คน ใน 268 คดีภายในรอบ 3 เดือน มีการสลายการชุมนุมรวม 3 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกจากรัฐที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ประมวลสถานการณ์การชุมนุม เดือนมีนาคม 2564

    Mob Data Thailand พบว่าการชุมนุมในเดือนมีนาคม ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมาก ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่ามีมากถึง 581 คน ใน 268 คดีภายในรอบ 3 เดือน มีการสลายการชุมนุมรวม 3 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกจากรัฐที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ประมวลสถานการณ์การชุมนุม เดือนกุมภาพันธ์ 2564

    ในเดือนกุมภาพันธ์ สถานการณ์การชุมนุมมีความตึงเครียดมากขึ้นเนื่องจากการดำเนินคดีและการสลายการชุมนุมจากฝ่ายรัฐ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อสกัดยับยั้งการใช้เสรีภาพอย่างชัดเจน โดยเดือนนี้มีการดำเนินคดีจากการชุมนุมอย่างต่อเนื่องและเจ้าหน้าที่มีการใช้กำลังในการสลายการชุมนุมถึง 4 ครั้ง
  • ประมวลสถานการณ์การชุมนุมมกราคม 2564

    ก้าวเข้าสู่ปี 2564 ประเทศไทยยังคงอยู่ภายใต้สถานการณ์การล็อคดาวน์อย่างกลายๆ อันเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ระลอกที่สอง การชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองต้องหยุดชะงักไปเช่นเดียวกับช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ระลอกแรก แต่กลุ่มกิจกรรมมต่างๆ ยังคงเดินหน้าเรียกร้องในประเด็นสำคัญอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่การชุมนุมจะขยายไปยังประเด็นทางสังคมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องนโยบายการจัดหาวัคซีน มาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 หรือการให้กำลังใจผู้ที่ถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีทางการเมือง เพื่อแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยในการใช้คดีปิดปากผู้ที่ใช้สิทธิและเสรีภาพต่างๆ ที่รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมการใช้สิทธิและเสรีภาพดังกล่าว
  • การดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง

    การชุมนุมช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 20 - 31 ธันวาคม มีการชุมนุมเกิดขึ้นอย่างน้อย 8 ครั้ง ลักษณะการชุมนุมยังคงเหมือนสองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ คือ มีเป้าหมายเพื่อให้กำลังใจผู้ที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมทั้งการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อรณรงค์คัดค้านการใช้มาตรา 112 รวมทั้งยังมีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิในประเด็นอื่นๆ แต่ยังคงมีการคุกคามผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องจากเจ้าหน้าที่ทั้งการแจ้งข้อกล่าวหาและการสลายการชุมนุมของกลุ่ม WeVo หรือ We Volunteer
  • การชุมนุมเพื่อให้กำลังใจผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    ช่วงระหว่างวันที่ 6 - 19 ธันวาคม 2563 เกิดการชุมนุมขึ้นอย่างน้อย 6 ครั้ง ลักษณะการชุมนุมส่วนใหญ่เป็นการชุมนุมร่วมตัวกันเพื่อให้กำลังใจผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดีตามสถานีตำรวจในพื้นที่ต่างๆ ขณะที่การคุกคามผู้ชุมนุมโดยการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีเพิ่มมากขึ้น
  • การชุมนุมลดลงแต่การดำเนินคดียังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

    สถานการณ์การชุมนุมระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน - 5 ธันวาคม 2563 เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญสองเหตุการณ์ เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นในวันที่ 25 พฤศจิกายน มีการประกาศชุมนุมบริเวณสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปิดกั้นเส้นทางอย่างหนาแน่นเพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมเดินขบวนเข้าไปยังสำนักงานทรัพย์สินฯ ส่วนอีกเหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 2 ธันวาคม ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีนัดฟังคำวินิจฉัย “คดีบ้านพักหลวง” ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไรก็ตามทั้งสองเหตุการณ์ไม่ได้มีความรุนแรงเกิดขึ้น
  • ข้อเสนอจากการชุมนุมที่หลากหลาย และการใช้ความรุนแรงที่มากขึ้นจากเจ้าหน้าที่รัฐ

    สถานการณ์การชุมนุมระหว่างวันที่ 8 - 21 พฤศจิกายน 2563 เป็นการชุมนุมที่มีข้อเสนอจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่หลากหลายมากขึ้นในหลากหลายประเด็น แต่ยังคงไว้ซึ่งสามข้อเรียกร้องหลักของคณะราษฎร ประกอบด้วย 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2. การขับไล่พลเอกประยุทธ์ และ 3. การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นช่วงเวลาที่การชุมนุมได้เกิดการปะทะกันระหว่างมวลชนสองกลุ่มคือกลุ่มคณะราษฎรและกลุ่มคนเสื้อเหลือง (การชุมนุมในวันที่ 17 พฤศจิกายน) และเป็นการชุมนุมที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการฉีดน้ำ ฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตายิงใส่ผู้ชุมนุมเป็นเวลาร่วมนานถึง 5 ชั่วโมง และมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 18 ราย
  • การชุมนุมหลังมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในของท้องที่กรุงเทพมหานคร และการปล่อยตัวผู้ชุมนุม

    หลังจากมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งความพยายามหาทางออกของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการขอให้รัฐสภาเปิดการประชุมสมัยวิสามัญระหว่างวันที่ 26-27 ตุลาคม 2563 เพื่อรับฟังข้อเสนอจากรัฐสภา แต่การกระทำดังกล่าวก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์การชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนบางเบาลง เนื่องจากข้อเรียกร้องทั้งสามข้อของพวกเขาที่ได้เสนอไปยังไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลแม้แต่ข้อเดียว อีกทั้งแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงถูกจับกุม คุมขังและถูกดำเนินคดีอยู่เป็นระยะ โดยการชุมนุมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวันและกระจายไปทั่วพื้นที่ประเทศไทย ส่วนใหญ่การชุมนุมดำเนินไปอย่างไร้แกนนำ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม – 7 พฤศจิกายน 2563 มีการชุมนุมเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างน้อย 22 ครั้ง และต่างจังหวัดอย่างน้อย 50 ครั้ง
  • การคุกคามและการปิดกั้นการชุมนุมในประเทศไทย

    สถานการณ์การชุมนุมระหว่างวันที่ 13 - 21 ตุลาคม 2563 เป็นการชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม "คณะราษฎร" ที่มีข้อเรียกร้องสามข้อหลักคือ 1. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี 2. ให้รัฐสภาเปิดวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นช่วงเวลาที่การชุมนุมได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลายเหตุการณ์ ทั้งการสลายการชุมนุมและจับกุมผู้ชุมนุมของกลุ่ม "คณะราษฏรอีสาน" ในวันที่ 13 ตุลาคม (หนึ่งวันก่อนการชุมนุมใหญ่) เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อเหลืองกับผู้ชุมนุมกลุ่มคณะราษฎรและในวันเดียวกันนั้น (วันที่ 14 ตุลาคม) มีขบวนเสด็จฯขับผ่านบริเวณถนนพิษณุโลก โดยผู้ชุมนุมได้ชูสัญลักษณ์สามนิ้วพร้อมกับส่งเสียงโห่และเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมไป มีการประกาศ "สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร" ในวันที่ 15 ตุลาคม อีกทั้งวันที่ 16 ตุลาคม มีการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ฉีดน้ำแรงดันสูงใส่ผู้ชุมนุม การชุมนุมในช่วงระหว่างวันที่ 13 - 21 ตุลาคม มีการชุมนุมทั่วประเทศอย่างน้อย 76 ครั้ง มีผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 90 รายและถูกดำเนินคดี 84 ราย อีกทั้งเจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการต่างๆเพื่อสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวและขัดขวางเพื่อไม่ให้มีการชุมนุมเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมและดำเนินคดี สลายการชุมนุม ติดตามตัว จำกัดการเดินทาง ร่วมมือกับทางโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเพื่อกดดันนักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อปิดกั้นการแสดงออกและกีดกันการใช้เสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ